เปิดสมองนักเสี่ยงโชค: จิตวิทยาสู่ความรวยและการควบคุม!

ที่ผ่านมา มีข่าวใหญ่ที่สร้างความฮือฮาในกลุ่มนักลงทุนและผู้ที่สนใจด้านพฤติกรรมมนุษย์ เมื่อ ดร.อนันต์ชัย วงษ์ประเสริฐ นักจิตวิทยาชื่อดังจากสถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ ได้ออกมาเปิดเผยผลการวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับ “จิตวิทยาการเสี่ยงโชค” ในงานสัมมนาวิชาการระดับชาติที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งการวิจัยครั้งนี้ได้นำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่น่าตกใจเกี่ยวกับอคติทางความคิดของผู้บริโภคที่ขับเคลื่อนการตัดสินใจในการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลและผลิตภัณฑ์เสี่ยงโชคอื่นๆ

ดร.อนันต์ชัย ได้ยกตัวอย่างกรณีศึกษาของผู้ที่ทุ่มเงินจำนวนมากกับการซื้อลอตเตอรี่ติดต่อกันหลายงวด โดยเขาได้อ้างอิงแนวคิดของ แดเนียล คาห์เนแมน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ผู้บุกเบิกทฤษฎี Prospect Theory มาอธิบายว่า ผู้คนมักจะให้น้ำหนักกับ “ความหวังที่จะถูกรางวัล” มากกว่า “โอกาสที่จะเสียเงิน” แม้ว่าในทางสถิติแล้ว โอกาสถูกรางวัลจะน้อยมากก็ตาม ซึ่งนี่คือตัวอย่างคลาสสิกของ “ความลำเอียงในการรับรู้” (Cognitive Bias) ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญ

ผลการศึกษาของ ดร.อนันต์ชัย ยังชี้ให้เห็นว่า ระบบการให้รางวัลแบบไม่แน่นอน (Intermittent Reinforcement) ในการเสี่ยงโชค ทำให้สมองหลั่งสารโดพามีนออกมาเมื่อผู้เสี่ยงโชคได้รับประสบการณ์ใกล้เคียงกับการถูกรางวัล หรือแม้กระทั่งเมื่อจินตนาการถึงการถูกรางวัล สิ่งนี้ทำให้เกิดวงจรแห่งการเสพติดที่ยากจะหลุดพ้น คล้ายคลึงกับพฤติกรรมเสพติดรูปแบบอื่นๆ ที่ ศูนย์ปรึกษาปัญหาสุรา (สายด่วน 1413) ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับกลไกการเสพติดทางสมอง

จากข้อมูลของ ดร.อนันต์ชัย ทำให้เกิดคำถามสำคัญที่ว่า “ทำไมคนถึงชอบซื้อลอตเตอรี่ทั้งที่โอกาสถูกน้อย?” คำตอบคือ พฤติกรรมนี้ไม่ได้เกิดจากเหตุผลเชิงตรรกะเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นผลมาจากความคาดหวังที่ไม่สมจริง การมองโลกในแง่ดีเกินไป และอคติทางความคิดต่างๆ ที่บิดเบือนการรับรู้ความเสี่ยง หากพิจารณาจาก “การศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค 2026” ที่คาดการณ์แนวโน้มพฤติกรรมเสพติดในอนาคต พฤติกรรมการเสี่ยงโชคจะยิ่งทวีความซับซ้อนและแพร่หลายมากขึ้น

ดังนั้น สิ่งที่ผู้เสี่ยงโชคควรตระหนักคือ การทำความเข้าใจ “จิตวิทยาการเสี่ยงโชค” และ “ความลำเอียงในการรับรู้” ของตนเองเป็นสิ่งสำคัญ การรู้เท่าทันกลไกเหล่านี้จะช่วยให้สามารถควบคุมพฤติกรรมการเล่น และวางแผนการเงินได้อย่างมีสติมากขึ้น แทนที่จะตกเป็นเหยื่อของความหวังที่เลื่อนลอยเพียงอย่างเดียว

คำถามที่ต้องขบคิดต่อไปคือ จะมีแนวทางใดบ้างในการสร้างความตระหนักรู้และช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมการเสี่ยงโชคนี้ รวมถึงนโยบายภาครัฐควรปรับเปลี่ยนอย่างไร เพื่อปกป้องผู้บริโภคจากอคติทางความคิดเหล่านี้ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นี่คือประเด็นสำคัญที่สังคมควรให้ความสนใจอย่างจริงจังในอนาคตอันใกล้